เริ่มตั้งแต่การเดินทางไม่ยากเลย ลงรถไฟฟ้ายังไงก็ได้ ให้ไป Roppongi Hills ในเว็บไซต์แจ้งว่าให้ไปขึ้นลิฟต์เข้านิทรรศการที่ฝั่ง Museum Cone ซึ่งง๊ง งง แต่พูดง่ายๆ คือ อ่านป้ายที่ไป Obsevation Desk / Tokyo City View ชั้น 52 ตึก Mori Tower ที่ที่คนนิยมไปชมวิวโตเกียวกันนั่นแหละ ซึ่ง...มันคือจุดเดียวกับจุดชมวิวเลย ชมนิทรรศไป ดูวิวโตเกียวไป ถ้าไปเวลาเย็นก็ชมพระอาทิตย์ตกได้อีก คุ้มสุดๆ
![]() |
| โปสเตอร์โปรโมทอยู่ทางเข้าเลย มาไม่ผิดแน่นอน |
![]() |
| เราก็เดินงงๆ คือต้องขึ้นไปข้างบน เดินทะลุไปตึกหลังเลย Mori Tower |
![]() |
| ผ่านเจ้าแมงมุมไปด้านหลังอีก |
กับอีกปัญหาคือ นิทรรศการญี่ปุ่นเป็นหลักมาก ไม่มีข้อความ 2 ภาษาเลย แต่มีโทรศัพท์ ให้ไว้ฟังเสียงบรรยาย ซึ่งเลือกภาษาอังกฤษได้ แต่เรารู้สึกว่าขี้เกียจฟังมาก มันต้องยืนใกล้ๆ ฟัง แล้วดูอะไรไม่ได้ รู้สึกว่าทำมาให้อ่านได้เลย จะดีกว่า อ่านแบบ skim เร็วๆ ง่ายกว่า แต่มีพวกสื่อวิดีโอ เป็นคลิปสัมภาษณ์คนทำงานภาษาอังกฤษ ตรงนี้ก็สบายไป ดูเพลินเลย
![]() |
| วิวจากนิทรรศการ |
![]() |
| ราคาบัตรไม่แพงมาก ถือว่ามาตรฐาน แต่คุ้มค่าการเยี่ยมชม |
จากนั้นขึ้นลิฟต์ไปสู่ชั้น 52 เราจะพบกับ Station อธิบายคร่าวๆ ว่าในนิทรรศการมีทั้งหมด 8 ฐาน ซึ่ง 8 อย่างนี้ก็คือกระบวนการหลักๆ จากการทำอนิเมชั่น 1 เรื่อง ทุกฐานจะมีกิจกรรมให้ทำ มีวิดีโอจากพนง. Pixar ด้านนั้นๆ มาเล่าให้ฟัง เรียกว่าเป็น Interactive Exhibition ที่ดีมาก
![]() |
| ด้านหน้าคนเข้าเยอะมาก ส่วนใหญ่คือเข้าไปดูวิว |
![]() |
| ญี่ปุ่นล้วนไปเลย |
![]() |
| เกริ่นถึงกระบวนการแต่ละขั้นตอน มีโทรศัพท์ไว้ฟังบรรยายภาษาอังกฤษได้ |
![]() |
| มีคลิปวีดีโอให้เราได้ฟังคนทำด้านนั้นๆ อธิบาย |
- Modeling
ด้านแรกของการทำอนิเมชั่นคือ การสร้างโมเดล สร้างตัวละครขึ้นมาหนึ่งตัว หน้าตาจะเป็นยังไง เขาก็จะทำโมเดลแบบปั้นมือ เป็นรูปร่างจริงๆ ขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงเอาไปทำในคอม ซึ่งในนิทรรศการมีโชว์ทั้งตัวโมเดลจากเรื่องต่างๆ แล้วก็ให้ลองทำโมเดลของตัวเอง
![]() |
| โมเดลจากเรื่องต่างๆ |
![]() |
| ด่านให้ลองพล็อตจุด จะมีตัวเลขให้ตามแกนที่ต้องพล็อต เช่น (4,0,2) จะได้ตำแหน่งจุดแรก |
เรียกว่ามาเจอด่านแรกจะงงๆ หน่อย ยิ่งอ่านญี่ปุ่นไม่ออก แต่เขามีคอมให้เราลองพล็อตจุดตามที่เขาบอก ลองเล่นดูจะพบว่ามันคือหลักคณิตศาสตร์ มีแกน X Y Z แต่ละจุดก็อยู่ในตำแหน่งต่างกัน พล็อตจุดมา ลากโยงต่อๆ กัน ก็จะกลายเป็นรูปร่างต่างๆ กันไป พวกโปรแกรมทำโมเดล MAYA, 3DMax ก็คือหลักการพวกนี้เหมือนกันเลย
![]() |
| ให้ลองเล่น เอาเรขาคณิตทรงต่างๆ มาต่อกัน กลายเป็นรูปร่างตัวการ์ตูน |
![]() |
| ด่านให้ลองปรับตา คิ้ว มุมปาก เพื่อสื่ออารมณ์ต่างๆ |
- Rigging
ขั้นตอนต่อมาคือกระบวนการใส่กระดูกให้ตัวละคร ก็คือใส่ข้อต่อต่างๆ ให้ตัวละครขยับได้มากน้อย งอแขนขาได้มากแค่ไหน ตอนแรกคนมาดูอาจจะงงๆ หน่อย แต่ถ้าลองเล่นเกมต่างๆ ของเขาก็น่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก
![]() |
| อย่างแม่ใน Incredibles ต้องยืดหยุ่นเยอะ เราก็ต้องใส่ข้อต่อเยอะ เพื่อจะได้งอได้เยอะ / ลูกเหมือนเด็กปกติ แขนเราก็มีข้อต่อ ไหล่ ข้อศอก ข้อมือ แค่นั้น |
- Surfaces
และยังไม่หมดนอกจากขยับหน้าตา ใสข้อต่อ เราต้องลงสีด้วย อย่างใน Cars คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ของความหลากหลายของพื้นผิว ซึ่งหลักวิทยาศาสตร์ เรื่องแสงตกกระทบพื้นผิวที่ต่างกัน ภาพที่ออกมาก็จะต่างกัน เลยทำให้ Pixar คิดค้นการทำพื้นผิวแบบต่างๆ กันไป ที่ให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน
ก็จะมีด่านให้ลงสี จิ้มลาย เลือกความเงา ความหยาบ ดีเทลต่างๆ ขอพื้นผิว วัตถุทรงกลมก็เปลี่ยนแปลงไป เป็นได้ทั้งมะเขือเทศ ฟุตบอล และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากเป็นคอมให้ลองเล่น ยังมีแบบโมเดลเป็นชิ้นๆ แล้วมีผ้าให้ลองห่อโมเดลอีกด้วย
![]() | ||
จิ้มๆ เปลี่ยนลายได้
|
- Sets & Cameras
จะพาไปดูถึงการทำฉาก และมุมกล้องในแบบต่างๆ กัน อย่าง Wall-E ก็มีทั้งหน้าตรง มุมเงย ถ่ายช้อนจากด้านล่างขึ้นไป รวมถึงระยะใกล้ไกล ก็ให้ความรู้สึกต่างกัน คนทำ Set Designers ก็จะทำงานไปพร้อมๆ กับ Camera ซึ่งในโปรแกรมของ Pixar ก็จะมีเขียนโปรแกรมให้การวางกล้องเปลี่ยนแปลงไปได้ในจุดต่างๆ เหมือนกับเราเอากล้องไปถ่ายหนังคนแสดงจริงๆ เลย
ในฐานนี้ก็จะมีด่านย่อยๆ ทั้ง Wall-E ในมุมต่างๆ หรือฉากจาก A Bug's Life หนังอนิเมชั่นเรื่องแรกๆ ของ Pixar ที่มีกล้องหลายๆ จุด และให้เราได้ทดลองเลือกเปลี่ยนเลนส์ ดูภาพจากเลนส์ต่างๆ กันไป
![]() |
| เราจะได้เห็นภาพทีละเฟรม พอหมุนวงล้อ ภาพก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดูต่อๆ กัน หมุนเร็วๆ ภาพก็จะขยับได้เป็นอนิเมชั่นในที่สุด |
- Animation
เมื่อเตรียมรายละเอียดต่างๆ ของตัวละครครบถ้วน เราจะเริ่มทำอนิเมชั่น ก็คือการทำให้ตัวละครขยับได้ ซึ่งหลักการคือการทำภาพนิ่งทีละเฟรม เฟรมที่หนึ่ง ภาพเป็นแบบนี้ เฟรมต่อไป ขยับตัวละครไปนิดนึง เอามี Rigging แล้ว แขนขาขยับได้ มุมกล้องขยับตามไหม แสงขยับไหม ก็ว่าไป ก็ขยับไปทีละเฟรม พอเรามองต่อๆ กัน มันก็เคลื่อนไหวได้
ด่านนี้มีของเล่นสนุกก็คือเราจะได้ลองทำอนิเมชั่น หรือเรียกว่า Stop-Motion ก็คือขยับของทีละเฟรม ขยับโคมไฟไปตามราง แล้วสามารถกดถ่ายภาพได้ทีละเฟรม ต้องใช้เวลาขยันหน่อย คือวิ่งไปขยับ วิ่งมาถ่ายภาพ แล้วพอเสร็จ เพลย์เป็นวีดิโอ ก็จะเห็นโคมไฟเคลื่อนไหว เรายังจะได้รู้อีกด้วยว่าถ้าอยากให้ขยับแบบสมูท ก็ต้องทำเฟรมที่ละเอียดมาก คนทำงานจึงยากลำบากแค่ไหนกว่าจะออกมา 1 เฟรม แล้วต้องทำกี่เฟรม ถึงจะได้ 1 ซีนที่เราดูๆ กัน
![]() |
| มีแบบฝึกหัดให้ลองทำตามก็ได้ อยู่ด้านบน |
- Simulation
คือการเขียนโค้ดโปรแกรม ทำให้วัตถุเคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติ อย่างเห็นภาพชัดเจน Finding Nemo ปลาว่ายหลายๆ ร้อยตัว ถ้าเรามานั่งทำเฟรมปลาทีละตัวก็คงไม่ได้ เขาเลยใช้วิทยาศาสตร์คิดค้นการคำนวณออกมา สามารถให้ปลาว่ายเป็นวงกลม ว่ายเป็นเส้นตรง ว่ายเป็นคลื่น ก็แล้วแต่เราจะโปรแกรมมันเข้าไป แล้วสามารถเพิ่มปริมาณปลาหนาเเน่น ปลาน้อย ก็ยังว่ายไปตามทิศทาง ไม่ต้องมานั่งขยับปลาทีละตัว
หรืออย่าง Brave เส้นผมของนางเอก ก็เกลียว เขาก็มีวีดีโอให้ดูว่าเขาได้เขียนโปรแกรมใหม่ให้มัน เส้นผมก็จะโค้ง ปลิว เอียงไปมา ตามน้ำหนักและทิศทางของตัวที่ขยับ ถ้าเอา Simulation ออก ผมก็จะชี้ๆ เป็นเส้นตรงตามที่ทำโมเดลมา ไม่ขยับไปไหน
- Lighting
เรื่องของแสงที่ตกกระทบ แสงที่ต่างกันไป อารมณ์ก็ต่างกันไป รวมถึงเขาต้องศึกษาถึงสีของแสงในสถานที่ต่างๆ ช่วงเวลากลางวัน กลางคืน อย่าง Finding Nemo แสงที่ส่องผ่านลงในน้ำ ก็ไม่เหมือนแสงจากบนบก ก็ต้องเปลี่ยนแสงไปตามสถานการณ์นั้นๆ
ด่านให้เล่นก็มีเหมือนกัน คือให้เราได้ลองปรับแสง เข้ม จาง ทิศทางของแสงเปลี่ยนไปมาได้
![]() |
| ตัวอย่างชัดๆ ก็คือบ้านคุณปู่ในเรื่อง UP |
- Rendering
มาถึงกระบวนการทำสุดท้ายของอนิเมชั่น ก็คือการ Render หลายคนอาจจะรู้จักดี อย่างทำไฟล์งาน Photoshop, Illutrator หรือทำวีดิโอ พวกนี้ต้อง Render ไฟล์ ก็คือการประมวลข้อมูลภาพทั้งหมดออกมาเป็นไฟล์งาน ไฟล์วิดีโอในขั้นตอนสุดท้าย
ซึ่งยิ่งงานละเอียด งานข้อมูลเยอะ Render ยิ่งนานมากๆ Pixar เลยทำให้เราลองดูช่วงเวลาต่างๆ ว่าในแต่ละนาที Render ฉากนึงได้เท่าไหร่ อย่างใน Inside Out เวลา 4 ชั่วโมง เราอาจจะเรนเดอร์เห็นแค่โครงร่างเส้นๆ มีสีฟ้าๆ นิดหน่อย - 8 ชม. เห็นหน้าตาเข้ามา - 12 ชม. เห็นฉากประกอบชัดเจน มีตัวประกอบด้านหลัง เป็นต้น ซึ่งหลายฉาก ที่ดีเทลเยอะๆ ก็มีโอกาสเป็นวัน เป็นเดือน ก็มี ดังนั้น Renderfarm เลยเปิด 24 hrs จ้า
![]() |
| ไม่ต้องมีคำบรรยาย ว่าอนิเมชั่นเรื่องนึง จะเรนเดอร์นานแค่ไหน |
จบจากนิทรรศการก็สามารถแวะช้อปปิ้งของที่ระลึกได้ตามอัธยาศัย แต่ดูแล้วของค่อนข้างเน้นขายเด็กหน่อย เเละมีไม่มาก เลยไม่น่าสนใจเท่าไหร่
-----------------
How to get there?
นิทรรศการอยู่ที่โตเกียวอีกไม่นานมาก สามารถรีบจองตั๋วไปพิสูจน์นิทรรศการนี้ด้วยตัวคุณเองได้ ใกล้ๆ ที่โตเกียวเอง ไม่ต้องไปไกลถึงอเมริกาเลย นิทรรศการนี้จะมีถึง 16 กันยายน 2019 และได้ข่าวว่าจะย้ายไปอีกเมือง แต่อยู่ในญี่ปุ่นเนี่ยแหละ
-----------------




































No comments:
Post a Comment